ได้เวลาอัพบล็อกที่สอง คราวนี้ผมจะมารีวิวนิยายของแดน ซิมมอนส์เจ้าเดิม เป็นนิยายสยองขวัญหลอนประสาทที่ชื่อว่า Song Of Kali (บทเพลงแห่งเจ้าแม่กาลี) ใครอยากเห็นปก เสิร์ชดูในอากู๋ จะพบว่าหน้าปกหลอนมาก(ฉบับพิมพ์ใหม่) แต่เนื้อหาภายใน หลอนกว่าปกหลายเท่า!!!

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่านิยายเรื่องนี้มีแปลเป็นภาษาไทยด้วย แต่ผมจำไม่ได้ว่าสำนักพิมพ์ไหน และใครเป็นคนแปล รู้สึกในชื่อภาษาไทยจะใช้ว่า มนต์รัตติกาล หรืออะไรประมานนี้ล่ะครับ จำไม่ได้ แหะๆ(มีเสียงตะโกนมาว่า เมิงจำอะไรได้มั้งมั้ยฟะ!)

ที่ผมอ่านเป็นฉบับพิมพ์ใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งนิยายเรื่องนี้โด่งดังมากในการพิมพ์ครั้งแรกปี 1985 ถือเป็นผลงานแจ้งเกิดของแดน ซิมมอนส์ที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งมีเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์แค่สองสามเรื่อง และ Song Of Kali ก็ผงาดคว้ารางวัลนิยายแฟนตาซีสยองขวัญยอดเยี่ยมอย่างภาคภูมิ ซึ่งเมื่ออ่านจบ ผมก็เห็นด้วยว่า นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับรางวัลนั้นทุกประการ

ต่อไปนี้จะรีวิวแล้วนะครับ เพิ่งอ่านจบไป  ภาพทุกอย่างยังชัดเจนอยู่เลยขณะที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี้...

โรเบิร์ต ลูแซ็ค(Robert Luckzak)คือตัวละครเอกของเรื่องนี้  ออกเสียงว่าลูแซ็ค ไม่ใช่ลุคแซ็ค ในนิยายมีชี้แจงการออกเสียงไว้ด้วย สงสัยกลัวคนอ่านสับสน 555+  เอ้า มาว่ากันต่อ 

ลูแซ็คเป็นนักเขียนหนุ่มไฟแรงวัยสามสิบห้า เขาได้รับภาระกิจจากนายใหญ่ให้ไปตามหากวีชาวอินเดียคนหนึ่งชื่อว่า เอ็ม.ดาส(M.Das)ซึ่งเชื่อกันว่าได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อแปดปีก่อน แต่จู่ๆกลับมีผลงานปรากฏออกมาสู่โลกหนังสืออีกครั้ง และครั้งนี้ บทกวีที่เคยสดใสกินใจของดาส กลับเปลี่ยนไปกลายเป็นบทกวีแห่งคาวเลือดและความตาย

ลูแซ็คมีภรรยาเป็นคนอินเดีย เธอชื่ออมิตรา และทั้งสองก็มีลูกน้อยอายุเจ็ดเดือนนามว่าวิคตอเรีย เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อลูแซ็คพาเมียและลูกนั่งเครื่องบินไปสู่เมืองกัลกัตต้าในฐานะล่ามประจำตัว ที่นั่น ลูแซ็คได้พบกับความสกปรกของบ้านเมือง คนจรจัดเต็มถนน สลัมปรากฏอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเดินไปไหน จะมีขอทานเดินเข้ามาขอตังค์ตลอดเวลา(ประโยคขอตังค์คือ เดินแบมือเข้ามาแล้วพูดว่า บาบ้า บาบ้า!)

ที่สนามบิน ลูแซ็คได้พบชายหนุ่มที่อ้างตัวว่ามาจากมูลนิธิเพื่อการศึกษาแห่งอเมริกาประจำกรุงกัลกัตต้า ชายผู้นั้นชื่อว่า คริชนา(Krishna) ซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและได้รับการติดต่อจากพรรคพวกของลูแซ็คให้คอยมาดูแลและเป็นล่ามประจำตัวเวลาอยู่ในอินเดีย แต่ลูแซ็คไม่ค่อยถูกชะตากับคริชนาเท่าไหร่ เลยปฏิเสธว่าไม่ต้องการล่ามแปลภาษาเพราะเขามีอมิตราอยู่แล้วทั้งคน

แต่ก่อนจะจากกันในคืนนั้น คริชนาบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับกวีดาสจะเล่าให้ฟัง ลูแซ็คไม่อยากฟัง คริชนาเลยบอกว่าจะมาพบอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

วันรุ่งขึ้น ลูแซ็คออกจากโรงแรมเดินทางไปที่สมาคมนักเขียนประจำกรุงกัลกัตต้าเพื่อขอข้อมูลของดาส และสมาคมนักเขียนก็บอกว่าจะส่งมอบต้นฉบับบทกวีรุ่นใหม่ของดาสให้ลูแซ็คในวันพรุ่งนี้

เมื่อกลับมาที่โรงแรม ลูแซ็คก็พบกับคามักฮะญ่า บฮะรัตตีผู้อ้างว่าเป็นหลานสาวของดาสและอยากจะได้ข้อมูลของลุงของเธอที่หายตัวไปแปดปี(ทางตำรวจคาดว่าน่าจะเป็นการฆาตรรม) อมิตราถูกชะตากับคามักฮะญ่า แต่ลูแซ็คไม่สามารถช่วยอะไรได้ เขาเกลียดบรรยากาศของเมืองนี้ สิ่งที่เขาวางแผนไว้ก็คือ เมื่อรับต้นฉบับเรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ เขาก็จะพาลูกเมียเดินทางกลับอเมริกาทันที

แล้วในวันเดียวกันนั้น ลูแซ็คก็ได้พบกับคริชนาอีกครั้งที่ห้องล็อบบี้ คริชนาบอกว่ามีใครบางคนอยากจะให้ลูแซ็คได้เจอ ใครบางคนที่จะสามารถบอกความจริงในการกลับมาอันลึกลับของกวีดาสให้ลูแซ็คได้รับรู้

ลูแซ็คสนใจ จึงตามคริชนาไปในค่ำวันนั้น ใครบางคนที่คริชนาพูดถึงก็เด็กหนุ่มที่ชื่อมักทานานดาจี  มักทานานดาจีเล่าให้ลูแซ็คฟังว่าตนเองและลูกพี่ที่ชื่อซานเจย์ได้เป็นคนขโมยศพของดาสไปบูชาเจ้าแม่กาลีและเจ้าแม่กาลีก็ชุบชีวิตของดาสขึ้นมาอีกครั้ง...

เป็นไงครับ น่าสนใจมั้ยล่ะ เหอๆ นิยายเรื่องนี้ผมลุยอ่านสี่วันจบ โดยเฉพาะวันสุดท้าย นั่งอ่านยันกลางดึก โชคดีที่เป็นวันเสาร์ บรรยากาศโดยรวมของเรื่องจะออกในแนวดาร์คมากๆ คือแบบว่ามันมืดหม่นมัวหมอง กัลกัตต้าที่ปรากฏในเรื่องก็คือกัลกัตต้าในสายตาเชิงวิเคราะห์ของชาวตะวันตก เป็นเมืองใหญ่ที่แออัดยัดทนานด้วยคนจน การศรัทธาในความเชื่อที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น(เช่นการอาบและดื่มปัสสะวะ) ลุงแดนก็สะท้อนออกมาได้เห็นภาพดี แต่ที่ดีสุดๆก็คือการจัดสรรฉากและการดำเนินเรื่อง ผีจูออนหรือเจ๊ผีเดอะริงที่ว่าดุๆ ถ้าเจอลีลาการเลื้อยแบบเจ้าแม่กาลีเข้าไปล่ะก็ มีหนาวล่ะงานนี้

ตัวละครในเรื่องที่น่ารักที่สุดก็คือหนูน้อยวิคตอเรีย ผมว่าลุงแดนแกบรรยายกิริยาท่าทาง รวมถึงการเล่นกับลูกของลูแซ็คได้น่ารักทุกฉาก แต่เมื่อแกหลอกให้เราหลงรักหนูน้อยวิคตอเรียบร้อย แกก็จัดการให้หนูน้อยถูกลักพาตัวไปในตอนเกือบจะท้ายเรื่องซะงั้น ใจร้ายจริงๆ!!!

หนังสือเรื่อง Song Of Kali เล่มนี้ได้รับการกล่าวขวัญอย่างกว้างขวางว่า "หากคุณได้ลองอ่านสักครั้ง คุณจะไม่มีทางลืมมันไปตลอดชีวิต" ขนาดนั้นกันเลยทีเดียว

สำหรับตัวผม ขอบอกได้คำเดียวว่าอ่านแล้วไม่เบื่อเลยครับ วางไม่ลง อ่านไปหลอนไป โดยเฉพาะสภาพของดาสที่ลูแซ็คได้พบ สยองได้ใจมากมาย การเดินเรื่องก็ฉับไว ไม่ยืดเยื้อหรือพร่ำพรรณามากเหมือนสตีเฟ่น คิง(บางเรื่อง) มีฉากบู๊เตะต่อยพอให้หายเครียด และมันก็ทำให้ผมยกให้ลุงแดน ซิมมอนส์แกอยู่ในระดับเดียวกับสตีเฟ่น คิงได้อย่างไม่เก้อเขิน

เป็นนิยายสยองขวัญอีกเรื่อง ที่คุ้มค่ากับการเสียเงินจริงๆนะตัวเธอว์

ต่อไปนี้จะสปอยล่ะน้า

แนะนำว่าใครจะไปซื้อมาอ่าน โปรดข้ามตรงไปนี้โดยไม่ต้องลังเลนะฮ้าฟฟฟฟว์

- ขบวนการที่เป็นเจ้าลัทธิในการบูชายันต์เจ้าแม่กาลีด้วยเลือดและศพคือกลุ่ม คาปาลิคัส(Kapalikas) ที่มีซานเจย์และมักทานานดาจีเป็นสมาชิก

- มักทานานดาจีขโมยศพไปโดยไม่รู้ว่านั่นคือศพของดาส

- ดาสไม่ได้ถูกฆาตกรรม แต่เขาฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำในปี 1969 เพราะทนความทรมานของโรคเรื้อนที่ในตอนนั้นยังไม่มียารักษาไม่ไหว

- ดาสฆ่าตัวตายอีกครั้งโดยใช้ปืนสั้นที่ลูแซ็คแอบมอบให้

- คนที่ลักพาตัวหนูน้อยวิคตอเรียไปคือคามักฮะญ่า และดาสไม่เคยมีหลานสาว

- คนที่พรรคพวกของลูแซ็คส่งให้ไปรับที่สนามบินไม่ใช่คริชนา แต่เป็นชายคนหนึ่งที่กลายเป็นศพอยู่หลังสนามบิน และไม่มีชายหนุ่มที่ชื่อคริชนาเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยในกัลกัตต้าแม้แต่คนเดียว

- ตัวจริงของคริชนาก็คือซานเจย์

- หนูน้อยวิคตอเรียเสียชีวิตขณะถูกลักพาตัวก่อนที่ลูแซ็คและอมิตราจะไปพบไม่กี่ชั่วโมง

-ต่อมา ตำรวจได้พบศพของชายต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นคริชนา แต่เมื่อไปดูศพ ลูแซ็คกลับพบว่านั่นไม่ใช่ศพของคริชนา แต่เป็นศพที่เพิ่งถูกฆ่าตายของมักทานานดาจี

- ลูแซ็คและอมิตราเดินทางกลับอเมริกาและมีลูกคนใหม่ในอีกหลายปีต่อมา แต่ก็ยังไม่สามารถลืมเลือนความเจ็บปวดของความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกัลกัตต้าได้

- บทเพลงของเจ้าแม่กาลียังคงขับขานต่อไป ดาสฟื้นกลับขึ้นมาจากความตายเป็นครั้งที่สาม และยุคสมัยแห่งการนองเลือดเพื่อเซ่นสังเวยแด่เจ้าแม่กาลีก็เริ่มต้นขึ้น

ปล.อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ทิ้งคอมเม้นต์ไว้บ้างนะกั๊บ

edit @ 12 Oct 2011 18:27:10 by Thein Archaprach

Comment

Comment:

Tweet

น่ากลัวน่ะค่ะ ไม่ค่อยกล้าอ่านเท่าไหร่ พวกน่ากลัว ๆ

แต่ก็ชอบที่เขียนมานะคะ

#1 By อยากมีลูก (192.168.2.11, 58.10.65.207) on 2011-10-13 12:42