ท่ามกลางสภาวะน้ำท่วมที่ทำท่าเหมือนจะลุกลามราวไฟไหม้ฟางในตอนนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนคงเครียด โดยเฉพาะคนที่มีบ้านอยู่ในเขตสุ่มเสี่ยงต่อเส้นทางการไหลของน้ำ

ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ตั้งแต่เกิดมาจนอายุจะครบยี่สิบเอ็ดในเดือนหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่อำเภอของผมถูกประกาศให้อยู่ในเขตพื้นที่สุ่มเสี่ยงของจังหวัดนครปฐม(แต่เมื่อเช็คดูดีๆ อ้าว มันประกาศเตือนทั้งจังหวัดเลยนี่หว่า -___-" ) หากนครปฐมท่วม ไม่อยากนึกถึงสภาพชีวิตของคนกรุงเล้ย เป็นห่วงแทน

บ้านของผมเป็นบ้านชั้นเดียวและเราไม่มีบ้านที่ไหนอื่นอีก เพราะฉะนั้น ถ้าน้ำท่วม มันก็คงหนีความเสียหายไม่ได้ ตอนนี้กระสอบทรายที่ทางเขตนำมากองไว้ที่วัดแล้วให้ชาวบ้านไปโกยกันเองก็ขาดแคลน โชคดีที่ยังไม่มีข่าวฆ่ากันตายเพื่อแย่งทราย ไม่งั้นคงได้ออกทีวีให้งามหน้าแหงๆ

เมื่อมีเวลาว่าง ผมเลยชอบนั่งคิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย เมื่อวันก่อนผมลองจินตนาการว่าหากประเทศไทย(หรือทั่วโลก)จมอยู่ใต้น้ำ คนเราจะดำเนินชีวิตต่อไปเช่นไรหน๊อ ก็ออกมาเป็นรูปร่างอย่างนี้สิบประการ เอาไว้อ่านกันแก้เซ็งแล้วกันนะครับ

--------------------------------------

1. มนุษย์จะกลายพันธุ์ วิวัฒนาการจากสัตว์บกกลายเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำ เอิ่ม  เปลี่ยนเป็นใช้คำว่าสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกดีไหม? - เอ่อ รู้สึกจะไม่ดีทั้งคู่ - เอาเป็นว่ามนุษย์เราจะกลายพันธุ์เป็นมนุษย์เงือก ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้น้ำ มีครีบ มีหาง บนง่ามมือและง่ามเท้ามีผังพืด ใครนึกไม่ออกให้นึกสภาพชาวเงือกในแฮร์รี่ย์  พ็อตเตอร์ล่ะกันKiss

2. รถยนต์จะกลายเป็นขยะเพราะมนุษย์สัญจรโดยการว่ายน้ำ เครื่องบินจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงยานพาหนะในอดีตของชาวโลก รถไฟจะกลายเป็นโรงแรมใต้น้ำลักษณะคล้ายๆโรงแรมม่านรูด

3. เราจะมีนักการเมืองเป็นมนุษย์ครึ่งปลาวาฬ มีตำรวจเป็นมนุษย์ครึ่งปลากระเบน มีทหารเป็นมนุษย์ครึ่งปลาฉลาม มีทหารอากาศเป็นมนุษย์ครึ่งปลาอินทรี(ยังอุตส่าห์จะมีนะ) และมีทหารเรือเป็นมนุษย์ครึ่งเต่ากระ(เคยดูในการ์ตูนไฟน์ดิ้ง นีโม เต่ากระว่ายน้ำซิ่งดี ผมชอบ 555+)

4. เราจะมีไอดอลในสาขาต่างๆ ดังต่อไปนี้ ไอดอลเพลงป็อปเป็นมนุยษ์ครึ่งปลาโลมา ไอดอลเพลงร็อคเป็นมนุยษ์ครึ่งปลาดาว ไอดอลเพลงฮิพ - ฮอพเป็นมนุษย์ครึ่งปลาดุก

5. เราจะมีนักสืบเอกชนเป็นมนุษย์ปลาหมึก(โจ เดอะ ซีเคร็ต คิคิ) และจะมีอาชญากรตัวเอ้เป็นมนุษย์ครึ่งปลาไหลไฟฟ้า โดยคุกที่จะใช้คุมขังนักโทษคือถ้ำใหญ่ใจกลางทะเล

6. ต้นไม้บนบกจะขาดแคลนถึงขั้นใกล้สูญพันธุ์เพราะไม่มีใครดูแล แต่เราสามารถใช้สาหร่ายทะเลและพันธุ์พืชใต้น้ำแทนต้นไม้และมนุษย์ในตอนนั้นก็มีระบบการหายใจแบบสัตว์น้ำซึ่งดูดซับออกซิเจนผ่านกระแสน้ำมากกว่าขึ้นไปสูดอากาศหายใจบนบก

7. แน่นอนว่าเราจะไม่มีไฟฟ้าใช้(เพราะถ้ามี คงโดนช็อตตายกันทั้งโขยง) เราจึงพัฒนาการใช้พลังงานจากธรรมชาติ เทคโนโลยี่จะย้อนกลับไปสู่ยุคหินอีกครั้ง

8. เราจะสื่อสารกันผ่านคลื่นเสียงใต้น้ำและพลังจิตแทนการใช้โทรศัพท์ และเราจะมีกลุ่มชนตั้งสมาคมขึ้นมาให้ติดต่อสังสรรค์กันโดยเฉพาะ เช่นกลุ่ม สมาคมเอ็กซ์ทีน,สมาคมพันทิป,สมาคมเด็กดี เป็นต้น

9. จะมีมนุษย์บางประเภทออกลูกเป็นไข่ เช่นมนุษย์ครึ่งเต่า มนุษย์ครึ่งปลาแซลม่อน(พวกนี้ส่วนมากจะถูกมนุษย์ครึ่งสายพันธุ์อื่นล่าเป็นอาหาร) และมนุษย์สายพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุดคือมนุษย์ครึ่งแพลงตอน

10. อาชีพต่างๆยังคงดำรงอยู่ต่อไป เช่นเดียวกับอาชีพนักเขียนที่ใช้กระดาษที่ถักทอจากต้นไม้ทะเลมาเป็นต้นฉบับ มีปากกาโดยการใช้หมึกของมนุษย์ครึ่งปลาหมึก(ซึ่งนอกจากจะเป็นเจ้าของกิจการนักสืบเอกชนแล้ว ยังเป็นเถ้าแก่โรงงานผลิตน้ำหมึกอีกด้วย)

------------------------------------------

เหมือนเดิมครับ อ่านแล้วยิ้ม ก็ทิ้งคอมเม้นต์ไว้บ้างน้า ^^

ปล.หรือใครมีไอเดียว่าโลกใต้น้ำของเราจะเป็นอย่างไรบ้าง มาแชร์กันได้นะคร้าบ
หากจะเอ่ยชื่อสก็อต สมิธ(Scott Smith)ออกไป หนอนหนังสือบางท่านอาจจะงงและไม่รู้จักว่าอีตานี่มันเป็นใครกันหน๊อ ก็ไม่แปลกหรอกครับที่จะเป็นอย่างนั้นเพราะน้าสมิธแกไม่ใช่นักเขียนนวนิยายโดยอาชีพ เรียกว่าเป็นงานอดิเรกจึงถูกต้อง ส่วนงานหลักที่แท้จริงนั้น น้าสมิธแกเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ครับ(ก็ไม่ได้ต่างจากนักเขียนเท่าไหร่นิ -___-")

ตามประวัติที่ผมไปค้นดูในวิกีพีเดีย น้าสมิธมีผลงานที่เป็นในรูปแบบนิยายออกมาแล้วสองเล่ม คือ Simple Plan(ชื่อเดียวกับวงป็อปพั๊งก์ขาโจ๋ อิอิ)ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1993 และ เล่มที่ผมกำลังจะรีวิวต่อไปนี้ก็คือ The Ruin ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2006 ทิ้งระยะห่างจากเล่มแรกสิบสามปี โอว้

มาว่ากันที่ The Ruin(เพราะ Simple Plan ยังไม่มีโอกาสได้อ่าน แต่ว่าเคยดูเวอร์ชั่นหนังตอนเด็กๆซึ่งก็จำอะไรไม่ค่อยได้แย้ววว) เป็นนิยายสยองขวัญที่สตีเฟ่น คิงยกนิ้วชมว่า แหม่ มันเขียนได้ดีจริงๆวุ้ย!และยังยกย่องให้เป็นเรื่องสยองขวัญที่กระตุกความสะพรึงมากที่สุดในรอบหลายปีอีกด้วย

ฉากเริ่มต้นเปิดตัวที่ชายฝั่งในเมืองแคนคูนของประเทศเม็กซิโก กับกลุ่มเพื่อนสี่คนที่ประกอบไปด้วย

เจฟฟ์ - นักศึกษาแพทย์ผู้หล่อเหลา
เอมี่ - หญิงสาวสวยใสผู้มีน้ำเสียงใสกิ๊ง เป็นแฟนของเจฟฟ์
อีริค - ว่าที่คุณครูหนุ่มขี้เล่น
สเตซี่ - ว่าที่นักสังคมสงเคราะห์ผู้เซ็กซี่ เป็นแฟนของอีริค

ทั้งสี่คนอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ กำลังคึกคะนองอย่างที่สุด มาเที่ยวพักผ่อนที่เม็กซิโกเพราะอยากเที่ยวทิ้งทวนก่อนที่จะต้องแยกย้ายและเติบโตไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคู่ ที่แคนคูน ทั้งสี่ได้พบกับวัยรุ่นชาวเยอรมันที่ชื่อว่ามัสธีอัส

มัสธีอัสเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆเช่นเดียวกัน มาจากมิวนิคพร้อมน้องชายที่ชื่อเฮนริช แต่ระหว่างที่เที่ยวอยู่ในแคนคูน เฮนริชเกิดไปปิ๊งกับนักโบราณคดีสาวสวยเข้า ถึงขั้นอยากจะตามไปช่วยขุดซากโบราณสถานต่อในป่า แต่มัสธีอัสไม่ยอม พี่น้องเลยทะเลาะกัน สุดท้ายเฮนริชก็หนีไป โดยทิ้งแผนที่ไว้ให้ว่าซากโบราณสถานที่ตนเองจะไปนั้นอยู่ที่ไหน

แล้วเฮนริชก็หายตัวไปเลย มัสธีอัสนึกเป็นห่วงน้องรัก เอาแผนที่มากางให้เจฟฟ์ดู มัสธีอัสบอกว่าจะเข้าป่าไปตามหาน้องชาย เจฟฟ์ได้ยินดังนั้นก็บอกว่า งั้นพวกกรูไปด้วย จะได้เดินเที่ยวป่าไปในตัว ไปเช้าเย็นกลับอะไรประมานนั้น(ป่าลึกนะเฟ้ย ไม่ใช่เขาใหญ่!) มัสธีอัสก็ไม่ว่าอะไร แล้วทุกคนก็ออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น

(ทุกคนในที่นี้ก็คือเจฟฟ์ เอมี่ อีริค สเตซี่ มัสธีอัสและวัยรุ่นกรีกอีกคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำชื่อว่าพาโบล - ไอ้ตัวหลังไม่ได้รู้เรื่องอะไรหรอก แต่อยากไปด้วย พูดง่ายๆว่า เจือก! 555+)

ทั้งหมดเดินทางเข้าป่าตามแผนที่ มันคือป่าในเมืองโคบา ก่อนจะเข้าป่า คนขับรถเขาก็อุตส่าห์เตือนแล้วว่าอย่าเข้าไปเลย มันอันตราย แต่ไม่มีใครฟัง ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ครับ วัยรุ่นอย่างพวกเรา ยิ่งห้าม ก็เหมือนยิ่งยุชัดๆ คิคิ

สุดท้ายทั้งหกคนก็ต้องพบกับความสยองขวัญจากป่าลึก ก่อนจะขึ้นเขาชาวบ้านในป่า(เป็นชาวมายัน)ก็ยังห้ามแล้วห้ามอีกว่าอย่าขึ้นไปนะ แต่ไม่มีใครเข้าใจภาษามายัน ดันทุรังขึ้นไปจนได้โดยไม่รู้เลยว่า ความตายกำลังแสยะยิ้มรออยู่บนเขาอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง!

การเดินเรื่องก็ถือว่าไม่ยืดเยื้อดีครับ ตัวละครเอกทั้งสี่คน(เจฟฟ์ เอมี่ อีริค สเตซี่ )ผลัดกันเป็นผู้เล่าเรื่องในมุมมองของตัวเอง มีปูมหลังปมชีวิตของแต่ละคนแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้คนอ่านอย่างเราเข้าใจความรู้สึก และพยายามเอาใจช่วยให้พวกเขาผ่านสถานการณ์ตรงหน้าไปให้ได้

ด้านความตื่นเต้นและระทึกใจก็มีตั้งแต่ต้นจนจบ อาจจะไม่มีจุดหักมุม แต่ก็มีจุดที่แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของมนุษย์เวลาที่อยู่ในภาวะอันตรายและเงินในกระเป๋าไม่มีประโยชน์ ทุกคนต่างก็เอาตัวรอดและไม่มีใครอยากเป็นคนผิดทั้งนั้น

เรื่องนี้ได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยในปี 2008 ถ้าจำไม่ผิด ชื่อหนังในภาษาไทยคือ "แดนร้างกระชากวิญญาณ" หาดูฟรีได้ตามเว็บดูหนังทั่วไป แต่ในความคิดผม ฉบับภาพยนตร์ยังไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์กดดันตามที่หนังสือสร้างได้สักเท่าไหร่ สรุปว่า สำหรับผมแล้ว ฉบับหนังสือสนุกกว่าหลายเท่าครับ

ต่อไปนี้ จะสปอยล่ะน้าาาาาาาาา

- ภูเขาที่เจฟฟ์และพรรคพวกขึ้นไปเป็นภูเขาต้องห้ามสำหรับชาวมายัน ที่ไม่ว่าใครขึ้นไปแล้ว ก็ห้ามกลับลงมาเด็ดขาด

- ชาวเผ่ามายันตั้งแคมป์ที่ตีนเขา พร้อมปืนและหน้าไม้ รักษาการไม่ให้ทั้งหกคนหลบหนีลงมาได้

- บนภูเขาเต็มไปด้วยต้นไม้มฤตยู กินคนเป็นอาหาร มีชีวิต มีความคิด มียางพิษ สามารถเลียนเสียงคน เสียงโทรศัพท์มือถือ เสียงนกร้อง และยังสามารถปล่อยกลิ่นอาหารต่างๆออกมายั่วเวลาที่เหยื่อหิวได้อีกด้วย

- เจฟฟ์ เอมี่ อีริค สเตซี่ มัสธีอัส และพาโบลมีชีวิตอยู่บนนั้นได้แค่สามวันสองคืน

- ไม่มีใครสามารถรอดกลับลงมาได้ ทุกคนตายหมด

- เอมี่ตายเพราะทะเลาะกับเจฟฟ์ ไปนั่งหลบมุมคนเดียว ถูกต้นไม้แดร๊กตามระเบียบ

- เจฟฟ์โดนลูกศรของชาวบ้านเจาะคอขณะพยายามหนีลงจากเขา

- พาโบลตายเพราะหลังหักและถูกเจฟฟ์ตัดขาเพื่อรักษาชีวิต ก่อนจะถูกต้นไม้ลากไปแดร๊กอีกคน

- มัสธีอัสตายเพราะโดนอีริคแทงขณะพยายามเข้าไปแย่งมีดจากอีริคที่กำลังถลกหนังตัวเอง

- อีริคถลกหนังตัวเองเกือบสำเร็จ ก่อนจะขอร้องให้สเตซี่ฆ่าเขาซะ

- สเตซี่ฆ่าอีริคเสร็จ ก็เดินลงมาฆ่าตัวตายที่ตีนเขา
 
ปล.หนังสือเรื่องนี้ไม่เหมาะกับการอ่านก่อนนอนเพราะมีฉากโหดๆ เลือดสาด ถลกหนัง ตัดขา มีดแหวะเนื้อ ปรากฏเป็นระยะ สำหรับคอนิยายสยองขวัญพันธุ์โหดคงเป็นที่ถูกใจไม่น้อย แต่สำหรับนักอ่านขวัญอ่อน อาจมีหลอนครับ เหอๆ


ได้เวลาอัพบล็อกที่สอง คราวนี้ผมจะมารีวิวนิยายของแดน ซิมมอนส์เจ้าเดิม เป็นนิยายสยองขวัญหลอนประสาทที่ชื่อว่า Song Of Kali (บทเพลงแห่งเจ้าแม่กาลี) ใครอยากเห็นปก เสิร์ชดูในอากู๋ จะพบว่าหน้าปกหลอนมาก(ฉบับพิมพ์ใหม่) แต่เนื้อหาภายใน หลอนกว่าปกหลายเท่า!!!

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่านิยายเรื่องนี้มีแปลเป็นภาษาไทยด้วย แต่ผมจำไม่ได้ว่าสำนักพิมพ์ไหน และใครเป็นคนแปล รู้สึกในชื่อภาษาไทยจะใช้ว่า มนต์รัตติกาล หรืออะไรประมานนี้ล่ะครับ จำไม่ได้ แหะๆ(มีเสียงตะโกนมาว่า เมิงจำอะไรได้มั้งมั้ยฟะ!)

ที่ผมอ่านเป็นฉบับพิมพ์ใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งนิยายเรื่องนี้โด่งดังมากในการพิมพ์ครั้งแรกปี 1985 ถือเป็นผลงานแจ้งเกิดของแดน ซิมมอนส์ที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งมีเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์แค่สองสามเรื่อง และ Song Of Kali ก็ผงาดคว้ารางวัลนิยายแฟนตาซีสยองขวัญยอดเยี่ยมอย่างภาคภูมิ ซึ่งเมื่ออ่านจบ ผมก็เห็นด้วยว่า นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับรางวัลนั้นทุกประการ

ต่อไปนี้จะรีวิวแล้วนะครับ เพิ่งอ่านจบไป  ภาพทุกอย่างยังชัดเจนอยู่เลยขณะที่ผมนั่งพิมพ์อยู่นี้...

โรเบิร์ต ลูแซ็ค(Robert Luckzak)คือตัวละครเอกของเรื่องนี้  ออกเสียงว่าลูแซ็ค ไม่ใช่ลุคแซ็ค ในนิยายมีชี้แจงการออกเสียงไว้ด้วย สงสัยกลัวคนอ่านสับสน 555+  เอ้า มาว่ากันต่อ 

ลูแซ็คเป็นนักเขียนหนุ่มไฟแรงวัยสามสิบห้า เขาได้รับภาระกิจจากนายใหญ่ให้ไปตามหากวีชาวอินเดียคนหนึ่งชื่อว่า เอ็ม.ดาส(M.Das)ซึ่งเชื่อกันว่าได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อแปดปีก่อน แต่จู่ๆกลับมีผลงานปรากฏออกมาสู่โลกหนังสืออีกครั้ง และครั้งนี้ บทกวีที่เคยสดใสกินใจของดาส กลับเปลี่ยนไปกลายเป็นบทกวีแห่งคาวเลือดและความตาย

ลูแซ็คมีภรรยาเป็นคนอินเดีย เธอชื่ออมิตรา และทั้งสองก็มีลูกน้อยอายุเจ็ดเดือนนามว่าวิคตอเรีย เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อลูแซ็คพาเมียและลูกนั่งเครื่องบินไปสู่เมืองกัลกัตต้าในฐานะล่ามประจำตัว ที่นั่น ลูแซ็คได้พบกับความสกปรกของบ้านเมือง คนจรจัดเต็มถนน สลัมปรากฏอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเดินไปไหน จะมีขอทานเดินเข้ามาขอตังค์ตลอดเวลา(ประโยคขอตังค์คือ เดินแบมือเข้ามาแล้วพูดว่า บาบ้า บาบ้า!)

ที่สนามบิน ลูแซ็คได้พบชายหนุ่มที่อ้างตัวว่ามาจากมูลนิธิเพื่อการศึกษาแห่งอเมริกาประจำกรุงกัลกัตต้า ชายผู้นั้นชื่อว่า คริชนา(Krishna) ซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและได้รับการติดต่อจากพรรคพวกของลูแซ็คให้คอยมาดูแลและเป็นล่ามประจำตัวเวลาอยู่ในอินเดีย แต่ลูแซ็คไม่ค่อยถูกชะตากับคริชนาเท่าไหร่ เลยปฏิเสธว่าไม่ต้องการล่ามแปลภาษาเพราะเขามีอมิตราอยู่แล้วทั้งคน

แต่ก่อนจะจากกันในคืนนั้น คริชนาบอกว่ามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับกวีดาสจะเล่าให้ฟัง ลูแซ็คไม่อยากฟัง คริชนาเลยบอกว่าจะมาพบอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

วันรุ่งขึ้น ลูแซ็คออกจากโรงแรมเดินทางไปที่สมาคมนักเขียนประจำกรุงกัลกัตต้าเพื่อขอข้อมูลของดาส และสมาคมนักเขียนก็บอกว่าจะส่งมอบต้นฉบับบทกวีรุ่นใหม่ของดาสให้ลูแซ็คในวันพรุ่งนี้

เมื่อกลับมาที่โรงแรม ลูแซ็คก็พบกับคามักฮะญ่า บฮะรัตตีผู้อ้างว่าเป็นหลานสาวของดาสและอยากจะได้ข้อมูลของลุงของเธอที่หายตัวไปแปดปี(ทางตำรวจคาดว่าน่าจะเป็นการฆาตรรม) อมิตราถูกชะตากับคามักฮะญ่า แต่ลูแซ็คไม่สามารถช่วยอะไรได้ เขาเกลียดบรรยากาศของเมืองนี้ สิ่งที่เขาวางแผนไว้ก็คือ เมื่อรับต้นฉบับเรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ เขาก็จะพาลูกเมียเดินทางกลับอเมริกาทันที

แล้วในวันเดียวกันนั้น ลูแซ็คก็ได้พบกับคริชนาอีกครั้งที่ห้องล็อบบี้ คริชนาบอกว่ามีใครบางคนอยากจะให้ลูแซ็คได้เจอ ใครบางคนที่จะสามารถบอกความจริงในการกลับมาอันลึกลับของกวีดาสให้ลูแซ็คได้รับรู้

ลูแซ็คสนใจ จึงตามคริชนาไปในค่ำวันนั้น ใครบางคนที่คริชนาพูดถึงก็เด็กหนุ่มที่ชื่อมักทานานดาจี  มักทานานดาจีเล่าให้ลูแซ็คฟังว่าตนเองและลูกพี่ที่ชื่อซานเจย์ได้เป็นคนขโมยศพของดาสไปบูชาเจ้าแม่กาลีและเจ้าแม่กาลีก็ชุบชีวิตของดาสขึ้นมาอีกครั้ง...

เป็นไงครับ น่าสนใจมั้ยล่ะ เหอๆ นิยายเรื่องนี้ผมลุยอ่านสี่วันจบ โดยเฉพาะวันสุดท้าย นั่งอ่านยันกลางดึก โชคดีที่เป็นวันเสาร์ บรรยากาศโดยรวมของเรื่องจะออกในแนวดาร์คมากๆ คือแบบว่ามันมืดหม่นมัวหมอง กัลกัตต้าที่ปรากฏในเรื่องก็คือกัลกัตต้าในสายตาเชิงวิเคราะห์ของชาวตะวันตก เป็นเมืองใหญ่ที่แออัดยัดทนานด้วยคนจน การศรัทธาในความเชื่อที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น(เช่นการอาบและดื่มปัสสะวะ) ลุงแดนก็สะท้อนออกมาได้เห็นภาพดี แต่ที่ดีสุดๆก็คือการจัดสรรฉากและการดำเนินเรื่อง ผีจูออนหรือเจ๊ผีเดอะริงที่ว่าดุๆ ถ้าเจอลีลาการเลื้อยแบบเจ้าแม่กาลีเข้าไปล่ะก็ มีหนาวล่ะงานนี้

ตัวละครในเรื่องที่น่ารักที่สุดก็คือหนูน้อยวิคตอเรีย ผมว่าลุงแดนแกบรรยายกิริยาท่าทาง รวมถึงการเล่นกับลูกของลูแซ็คได้น่ารักทุกฉาก แต่เมื่อแกหลอกให้เราหลงรักหนูน้อยวิคตอเรียบร้อย แกก็จัดการให้หนูน้อยถูกลักพาตัวไปในตอนเกือบจะท้ายเรื่องซะงั้น ใจร้ายจริงๆ!!!

หนังสือเรื่อง Song Of Kali เล่มนี้ได้รับการกล่าวขวัญอย่างกว้างขวางว่า "หากคุณได้ลองอ่านสักครั้ง คุณจะไม่มีทางลืมมันไปตลอดชีวิต" ขนาดนั้นกันเลยทีเดียว

สำหรับตัวผม ขอบอกได้คำเดียวว่าอ่านแล้วไม่เบื่อเลยครับ วางไม่ลง อ่านไปหลอนไป โดยเฉพาะสภาพของดาสที่ลูแซ็คได้พบ สยองได้ใจมากมาย การเดินเรื่องก็ฉับไว ไม่ยืดเยื้อหรือพร่ำพรรณามากเหมือนสตีเฟ่น คิง(บางเรื่อง) มีฉากบู๊เตะต่อยพอให้หายเครียด และมันก็ทำให้ผมยกให้ลุงแดน ซิมมอนส์แกอยู่ในระดับเดียวกับสตีเฟ่น คิงได้อย่างไม่เก้อเขิน

เป็นนิยายสยองขวัญอีกเรื่อง ที่คุ้มค่ากับการเสียเงินจริงๆนะตัวเธอว์

ต่อไปนี้จะสปอยล่ะน้า

แนะนำว่าใครจะไปซื้อมาอ่าน โปรดข้ามตรงไปนี้โดยไม่ต้องลังเลนะฮ้าฟฟฟฟว์

- ขบวนการที่เป็นเจ้าลัทธิในการบูชายันต์เจ้าแม่กาลีด้วยเลือดและศพคือกลุ่ม คาปาลิคัส(Kapalikas) ที่มีซานเจย์และมักทานานดาจีเป็นสมาชิก

- มักทานานดาจีขโมยศพไปโดยไม่รู้ว่านั่นคือศพของดาส

- ดาสไม่ได้ถูกฆาตกรรม แต่เขาฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำในปี 1969 เพราะทนความทรมานของโรคเรื้อนที่ในตอนนั้นยังไม่มียารักษาไม่ไหว

- ดาสฆ่าตัวตายอีกครั้งโดยใช้ปืนสั้นที่ลูแซ็คแอบมอบให้

- คนที่ลักพาตัวหนูน้อยวิคตอเรียไปคือคามักฮะญ่า และดาสไม่เคยมีหลานสาว

- คนที่พรรคพวกของลูแซ็คส่งให้ไปรับที่สนามบินไม่ใช่คริชนา แต่เป็นชายคนหนึ่งที่กลายเป็นศพอยู่หลังสนามบิน และไม่มีชายหนุ่มที่ชื่อคริชนาเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยในกัลกัตต้าแม้แต่คนเดียว

- ตัวจริงของคริชนาก็คือซานเจย์

- หนูน้อยวิคตอเรียเสียชีวิตขณะถูกลักพาตัวก่อนที่ลูแซ็คและอมิตราจะไปพบไม่กี่ชั่วโมง

-ต่อมา ตำรวจได้พบศพของชายต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นคริชนา แต่เมื่อไปดูศพ ลูแซ็คกลับพบว่านั่นไม่ใช่ศพของคริชนา แต่เป็นศพที่เพิ่งถูกฆ่าตายของมักทานานดาจี

- ลูแซ็คและอมิตราเดินทางกลับอเมริกาและมีลูกคนใหม่ในอีกหลายปีต่อมา แต่ก็ยังไม่สามารถลืมเลือนความเจ็บปวดของความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกัลกัตต้าได้

- บทเพลงของเจ้าแม่กาลียังคงขับขานต่อไป ดาสฟื้นกลับขึ้นมาจากความตายเป็นครั้งที่สาม และยุคสมัยแห่งการนองเลือดเพื่อเซ่นสังเวยแด่เจ้าแม่กาลีก็เริ่มต้นขึ้น

ปล.อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร ทิ้งคอมเม้นต์ไว้บ้างนะกั๊บ

edit @ 12 Oct 2011 18:27:10 by Thein Archaprach